วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Breast Cancer

Top 4 Major Factors of Breast Cancer in Young Women

Breast cancer is the most common cancer in women; more and more young women are suffering from breast cancer. There are 4 major factors leading to breast cancer.

1. The Change In Hormone Levels

More and more young women are suffering from breast cancer. As a medical point of view, the age of incidence of breast cancer is becoming younger, mainly because of urban lifestyle changes.

Environmental pollution, food contamination, the tense psychological pressure, the change in hormone levels and some other man-made factors have led to the increase in risk of breast cancer in young women.

2. Too Much Spiritual Pressure

One of the important factors lead to breast cancer is related to mental stress. Many people today face more competitions, and loss the natural way of life. Usually work overtime in the evening, drink more coffee, smoking, eat more genetically modified food, etc.

3. Late Marriage, Postponement Of Childbearing And Less Breast-feeding

Epidemiological statistics show that late marriage, late childbearing, less breast-feeding is a negative factor to women. However, it is not very sure whether this is a real risk of breast cancer incidence. We recommend women bear naturally in the age for fertility.

The breast will proliferate after women bear. If there is no breast-feeding, it is unfavorable to the baby health, on the other hand it is negative to the natural cycle of women. Breast-feeding can reduce the risk of breast cancer.

4. Breast Enlargement Products Containing Excessive Hormones

If there contains unhealthy or excessive hormone in breast enlargement products, it must be unfavorable to breast.

Article Source: http://EzineArticles.com/?expert=Win_Ho

บำรุงสายตา

ที่มาของการมีสุขภาพที่ดีคือการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานอาหารให้ร่างกาย ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน รวมไปถึงการ บำรุงสายตา ก็จำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ให้คุณค่า เพิ่มวิตามินเอให้กับร่างกายซึ่งทำได้ไม่ยาก เพียงบริโภคผักและผลไม้ให้พอเหมาะ เป็นประจำทุกวัน อาหารท ี่บำรุงสายตา แหล่งอาหารได้มาจากวิตามิน A มากซึ่งเราจะพบได้ในผลิตผลจากสัตว์เช่น ตับ, ไข่แดง, นม, น้ำมันสกัดจากตับปลา หรือพืชที่มีสารสีเขียวจัด สีแสด สีเหลือง เช่น ผักบุ้ง, มะละกอ, ฟักทอง, ผักตำลึง, บล็อคโคลี่, แครอท, มะม่วงและอีกมากมาย ความต้องการของร่างกายใน 1 วันไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มีความต้องการวิตามิน A ไม่ว่าจากพืชหรือสัตว์ซึ่งได้จาก
เด็ก • ต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาเช่นตับไก่, ตับหมู, แครอท, ฟักทอง, ไข่แดง, ผักตำลึง, ผักโขม, ปูทะเล, ผักคะน้าและเนย
ผู้ใหญ่ • ความต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น ใบยอ, ตับไก่, ใบแมงลัก, ตับวัว, ใบโหระพา, ใบบัวบก, ผักชะอม, ผักกระถิน, พริกขี้หนู, มะม่วงสุก, ผักบุ้ง, มะละกอ
ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่โดยเฉพาะอาหารต่อไปนี้ ข้าวซ้อมมือ, ปลา, ตับ, เนื้อไก่, ผักสดและผลไม้ และรวมทั้งวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นในการรักษาดวงตา
ที่มา: www.beautifuloptic.com

มะเร็งในช่องปาก

ช่องปากประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้ คือ ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เหงือก ลิ้น และเนื่อเยื่อโดยรอบๆ ลิ้นทั้งด้านข้างสองข้างและ ด้านหน้าใต้ลิ้น มะเร็งของอวัยวะต่างๆ เหล่านี้ จะมีสาเหตุอาการ อาการแสดง การดำเนินโรค วิธีวินิจฉัย ระยะโรค การรักษาความรุนแรงของโรคเหมือนกัน มะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป อายุเฉลี่ยจะประมาณ 60 ปี แต่ก็พบในคนอายุ 40 ปี หรืออายุต่ำกว่าได้ประปราย

สาเหตุของมะเร็งช่องปาก

1. สูบบุหรี่จัด สูบกล้อง
2. บริโภคเมี่ยง หมาก ยาฉุน ยาเส้นเป็นประจำ
3. ดื่มสุราจัด
4. อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสชนิด เฮทพีวี (HPV)
5. มีความสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังชนิดไม่ติดเชื้อของเยื่อบุช่องปาก ซึ่งจะทำให้เยื่อบุช่องปากมีลักษณะเป็นฝ้าขาว หรือเป็นปื้นสีแดง

อาการและอาการแสดง
อาการที่พบได้บ่อยคือ เกิดเป็นก้อนเนื้อขึ้นตามตำแหน่งต่างๆ ของอวัยวะส่วนนั้น อาจลุกลามเป็นแผลหรือไม่ก็ได้ แผลอาจมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ หรืออาจเป็นแผลลึกเรื้อรัง แผลจะโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่หายด้วยการใส่ยาต่างๆ หรือการรักษาวิธีทั่วๆไป อาจมีเลือดออกได้ง่ายและถ้ามีการติดเชื้อด้วยก็จะมีกลิ่นเหม็น นอกจากนั้นถ้าเป็นโรคในระยะลุกลามจะคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอได้ร่วมด้วย เป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตโดยไม่เจ็บและมักอยู่ด้านเดียวกันกับก้อนเนื้อ

การตรวจและระยะของโรค เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะให้การตรวจดังนี้

1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะของช่องปาก
2. ตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา เมื่อวินิจฉัยได้แล้วว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะตรวจเพิ่มเติมดังนี้
- ตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการดูการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต และเบาหวาน
- ตรวจปัสสาวะเพื่อดูโรคร่วมอื่นๆ ของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ
3. เอกซเรย์ปอดเพื่อดูการแพร่กระจายของโรคที่ปอด
4. อาจมีการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เช่น การตรวจอัลตราซาวด์ตับ เพื่อดูการกระจายของโรคตับ หรือการตรวจเพิ่มเติมทางเอกซเรคอมพิวเตอร์ การตรวจเพิ่มเติมเหล่านี้ แพทย์จะทำตามข้อบ่งชี้ ไม่เหมือนกันในผู้ป่วยแต่ละราย

ระยะโรค มะเร็งช่องปากแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 มะเร็งมีขนาดก้อนเล็ก ยังไม่ลุกลาม
ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง
ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้นและลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง มากขึ้น และมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองที่คอ
ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียงมากขึ้น ลุกลามเข้าต่อม น้ำเหลืองมากขึ้น ปากอ้าไม่ได้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอมีขนาด โตมาก หรืออาจมีโรคแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น ปอด ตับ หรือกระดูก เป็นต้น

ความรุนแรงของโรค ความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

1. ระยะของโรค ระยะสูงขึ้นความรุนแรงของโรคก็สูงขึ้น
2. สุขภาพทั่วๆ ไป ถ้าแข็งแรงการรักษาจะได้ผลดีกว่า
3. โรคร่วมต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคไต เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรค์ ต่อการรักษา
4. อายุ ในผู้ป่วยสูงอายุมักทนการรักษาต่างๆ ได้ไม่ค่อยดี

วิธีการรักษา มะเร็งช่องปากมีวิธีการรักษาหลัก 3 วิธีคือ การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบำบัด

การผ่าตัด มักใช้รักษาโรคระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือเริ่มๆ ระยะที่3 ที่ต่อมน้ำเหลืองยังมีขนาดเล็ก หลังการผ่าตัดแพทย์จะตรวจเนื้อที่ผ่าตัดออกไปทางพยาธิ ถ้ามีข้อบ่งชี้ก็จะให้การรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีรักษาและอาจร่วมกับเคมีบำบัดด้วย

รังสีรักษา อาจเป็นวิธีการรักษาโดยใช้รังสีอย่างเดียว หรือรังสีร่วมกับการผ่าตัดหรือรังสีร่วมเคมีบำบัด หรือรังสี ผ่าตัดและเคมีบำบัด ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้เป็นรายๆ แตกต่างกันไป ถ้ามีการฉายรังสีมักใช้ระยะเวลาประมาณ 6-7 สัปดาห์ ฉายรังสีวันละ1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วันตามวันทำการ อาจมีการรักษาทางรังสีโดยการใส่แร่ ซึ่งจะมีข้อบ่งชี้เฉพาะเจาะจงรักษาได้เฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ซึ่งแพทย์จะประเมินจากข้อบ่งชี้เช่นกัน

เคมีบำบัด เป็นการรักษาที่มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดและรังสี แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ผ่าตัดและทำรังสีรักษาไม่ได้ ก็อาจใช้เคมีบำบัดเพียงวิธีการอย่างเดียวซึ่งมักเป็นกรณีการรักษาเพื่อประคับประคองและเช่นเดียวกับวิธีการรักษาอื่นๆ การใช้เคมีบำบัดก็ต้องมีข้อบ่งชี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน

ก ารตรวจรักษาเพื่อติดตามผลการรักษา ภายหลังรักษาครบแล้ว แพทย์จะยังนัดตรวจรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นระยะๆ ไป โดยในปีแรกหลังครบการรักษาแพทย์มักจะนัดทุก 1-2 เดือน ในปีที่ 2-3 อาจนัดทุก 2-3 เดือน ปีที่ 3-ปีที่ 5 อาจนัดทุก 3-6 เดือน และภายหลัง 5 ปีไปแล้ว มักนัดทุก 6-12 เดือน ในการมาพบแพทย์ทุกครั้งแพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจอื่นๆ ตามข้อบ่งชี้แตกต่างในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยควรพบแพทย์พร้อมญาติสายตรงหรือผู้ดูแลผู้ป่วย เพื่อร่วมกันพูดคุยปรึกษากับแพทย์ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
ที่มา: www.ramaclinic.com

มะเร็งลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ ลำไส้ใหญ่ที่อยู่ในช่องท้องหรือ โคล่อน (Colon) กับลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่ในอุ้งเชิงกรานหรือเร็คตั่ม (Rectum) มะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับลำไส้ใหญ่ทุกๆ ส่วน มะเร็งลำไส้ใหญ่ของทั้ง 2 ส่วนจะมีลักษณะโรคและวิธีการรักษาจะแตกต่างกันบ้างแต่สาเหตุการตรวจวินิจฉัยและระยะโรคคล้ายคลึงกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่มีอุบัติการสูงกว่าในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่สามารถพบได้ในทุกอายุจะพบได้น้อยกว่าในอายุต่ำกว่า 40 ปี อุบัติการในเพศชายจะสูงกว่าในเพศหญิง

สาเหตุการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่แต่พบว่ามีหลายๆ ปัจจัยที่อาจมีความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้แก่

1. พันธุกรรม ทั้งชนิดพันธุกรรมที่ถ่ายทอดและพันธุกรรมที่ไม่ถ่ายทอด ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ใหญ่หรือเกิดเป็นก้อนเนื้อโพลิบ (Polyp) ของลำไส้ใหญ่
2. อาหาร บางการศึกษาวิจัยพบว่าการรับประทานอาหารไขมันสูงหรืออาหารที่ขาดใยอาหารทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า
3. บางการศึกษาพบว่าการขาดสารอาหารบางชนิดอาจเป็นปัจจัยให้เกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้สูงกว่าผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วน
4. การรับประทานผัก ผลไม้ ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เมื่อเทียบกับการรับประทานกลุ่มอื่น
5. การควบคุมน้ำหนักและการออกกำลังกายที่พอเหมาะ อาจลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ระดับหนึ่ง
6. การดื่มสุรา หรือเบียร์อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
7. การสูบบุหรี่ ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน

อาการและอาการแสดงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
ไม่มีอาการเฉพาะของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่จะเป็นอาการเช่นเดียวกับอาการของโรคลำไส้ทั่วๆ ไป เช่น

1. ท้องผูก สลับท้องเสียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
2. อุจจาระเป็นมูกเลือด เป็นเลือดสด หรือสีดำคล้ายสีถ่าน
3. ปวดเบ่งเวลาถ่ายอุจจาระ
4. ปวดท้องอย่างรุนแรง
5. อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือซีดโดยไม่รู้สาเหตุ
6. อาจคลำก้อนได้ในท้อง
ดังนั้น ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์อย่าปล่อยไว้นาน

การตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และการตรวจหาระยะของโรค

1. จากประวัติและการตรวจร่างกายประกอบอาการและอาการแสดงของ ผู้ป่วย รวมทั้งการตรวจทางทวารหนัก
2. การตรวจหรือการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการ
3. อาจมีการถ่ายภาพเอกซเรย์ด้วยการสวนแป้งทางทวารหนัก
4. การส่องกล้องทางทวารหนักและการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางด้านพยาธิวิทยา เพื่อหาโรคมะเร็ง

ในการตรวจหาระยะของโรคแพทย์อาจมีการตรวจเพิ่มเติม ทั้งนี้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่จำเป็นต้องตรวจเหมือนๆกันในผู้ป่วยทุกราย เช่น

1. การตรวจช่องท้องด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซีทีสะแกน (CT-Scan)
2. การตรวจภาพเอกซเรย์ปอด
3. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูการทำงานของตับ ไต หรือ โรคเบาหวานเป็นต้น
4. การตรวจภาพสะแกนของกระดูก ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดหลังมาก เพื่อตรวจว่าได้มีโรคแพร่กระจายไปกระดูกหรือไม่
5. การตรวจอัลตราซาวด์ตับถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่ไปตับ

ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่แบ่งเป็น 4 ระยะได้แก่
ระยะที่ 1 โรคมะเร็งยังอยู่ในเยื่อบุลำไส้
ระยะที่ 2 โรคมะเร็งทะลุเข้ามาในชั้นกล้ามเนื้อของลำไส้และ/หรือทะลุถึงเยื่อหุ้มลำไส้ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียง
ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไป หรือลุกลามตามกระแสโลหิตไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด หรือกระดูกเป็นต้น

ความรุนแรงของลำไส้ใหญ่ ความรุนแรงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

1. ระยะของโรค ระยะยิ่งสูงความรุนแรงของโรคก็มากขึ้น
2. สภาพร่างกาย และโรคร่วมอื่นๆ อันมีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเป็นต้น ดังนั้นผู้ป่วยควรรักษาสภาพให้แข็งแรงและควบคุมโรคอื่นๆ ให้ได้
3. อายุ ผู้ป่วยอายุน้อย มักมาพบแพทย์เมื่อโรคลุกลามมากกว่าเพราะไม่ค่อยได้นึกถึงโรคมะเร็ง ส่วนผู้ป่วยสูงอายุมักมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรักษา
4. ขนาดของก้อนมะเร็ง ยิ่งมีขนาดโตมากความรุนแรงของโรคจะมากกว่าในผู้ป่วยซึ่งขนาดก้อนมะเร็งเล็กกว่า
5. การที่มีมะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง ความรุนแรงของโรคก็จะมากกว่าการไม่มีการลุกลามของโรค

วิธีการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่มี 3 วิธีหลักที่สำคัญได้แก่ การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบำบัด

การผ่าตัด การรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ การผ่าตัด เอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป ในบางครั้งถ้าเป็นมะเร็งที่ลุกลามมาก หรือมะเร็งของลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อยู่ติดกับทวารหนัก การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องทำทวารเทียมเอาปลายลำไส้ส่วนที่เหลืออยู่เปิดออกทางหน้าท้องเป็นทางให้อุจจาระออก

รังสีรักษา เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจฉายรังสีก่อนหรือหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นรายๆ ไป โดยแพทย์จะประเมินจากลักษณะการลุกลามของก้อนมะเร็งและโอกาสการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง
โดยทั่วไป การฉายรังสีรักษามักใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6 สัปดาห์ โดยฉายวันละ 1 ครั้ง ฉายติดต่อกัน 5 วันใน 1 สัปดาห์หรือหยุดตามวันราชการและวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น

เคมีบำบัด คือการให้ยาสารเคมี ซึ่งอาจให้ก่อนการผ่าตัดและ/หรือหลังผ่าตัดร่วมกับรังสีรักษาหรือไม่ก็ได้ การใช้เคมีบำบัดก็จะขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ไม่จำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยทุกราย แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป


การติดตามผลการรักษา
ภายหลังรักษาครบตามกระบวนการแล้ว แพทย์ยังจะนัดตรวจผู้ป่วยสม่ำเสมอ โดยในปีแรกอาจนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ภายหลังรักษาครบ 2-3 ปีไปแล้วอาจนัดตรวจทุก 2-3 เดือน ภายหลัง 3-5 ปี อาจนัดตรวจทุก 3-6 เดือน และถ้าเกิน 5 ปีไปแล้ว อาจนัดตรวจทุก 6-12 เดือน ในการนัดมาทุกครั้งแพทย์จะ ซักประวัติและทำการตรวจร่างกาย ส่วนการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจเลือด หรือเอกซเรย์จะทำตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เป็นรายๆ ไปไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยควรมาตรวจตามนัดสม่ำเสมอและควรนำญาติสายตรงหรือผู้ให้การดูแลผู้ป่วยมาด้วย เพื่อจะได้ร่วมปรึกษาเพื่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
ที่มา: www.ramaclinic.com

มะเร็งผิวหนัง

ทั่วๆไป
มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่สามารถพบได้เร็วกว่ามะเร็งชนิดอื่นเนื่องจากเห็นได้จากภายนอก สามารถรักษาให้หายขาดได้ ธรรมชาติของมะเร็งผิวหนังจะขยายตัวค่อนข้างช้าอาจนานถึง 5-6 ปี แต่ถ้าไม่รักษาจะมีผลต่ออวัยวะใกล้เคียงไปจนถึงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

มะเร็งผิวหนังจะมีลักษณะอย่างไร

1. ผื่นแอคตินิค เคราโตซิล ( Actinic Keratisis = AKS ) เป็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติ โดยมีลักษณะเป็นผื่นขุยๆ มักพบบริเวณหน้า แขน ลำตัว หลังมือ หรือบริเวณที่ได้รับแสงแดดมาก ถ้าไม่รักษาจะกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้

2. มะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา ( Basal Cell Carcinoma = BCC ) เป็นมะเร็งผิวหนังที่ร้ายแรงน้อย เพราะเกิดบริเวณชั้นตื้นๆ มักเกิดการทำลาย เพราะบริเวณตำแหน่งที่เป็น ถ้าเป็นบริเวณใกล้เคียงอวัยวะที่สำคัญ เช่น ตา จมูก ปาก หู อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้นได้ มะเร็งชนิดนี้มักพบบริเวณ หู จมูก ใบหน้า หน้าอก หลัง ลักษณะที่พบมีหลายแบบ

2.1 เป็นก้อนเนื้อนูนสีเดียวกับผิวหนัง หรือ ชมพูใส มีขอบ อาจมีเลือดออกบ่อยๆ
2.2 ลักษณะคล้ายสิว เป็นๆ หายๆ มักมีเลือดออก
2.3 ลักษณะเป็นก้อนแบนแข็งติดกับผิวหนัง
2.4 ลักษณะเป็นก้อนขุย มีสะเก็ดดำเลือดออก

อาการที่สำคัญ คือ มีการระคายเคืองบริเวณก้อนเนื้อ แผลเรื้อรัง เป็นๆ หายๆมีเลือดออก

3. มะเร็งสะแควมัส เซลล์ คาร์ซิโนมา ( Squamous Cell Carcinoma = SCC ) ลักษณะคล้ายกับมะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา การลุกลามมักเร็วกว่ามะเร็งชนิด บาซอลเซลล์ คาร์ชิโนมา มักจะลุกลามลงลึกสู่ด้านล่างของเซลล์ผิวหนัง ถ้าคลำดูผิวหนังด้านล่างมักจะพบว่าเป็นก้อนแข็งๆ

4. มะเร็งแมลิกแนนท์ เมลาโนมา ( Malignant Melanoma ) ลักษณะคล้ายไฝดำ แต่จะกระจายอย่างรวดเร็วสู่อวัยวะภายใจสามารถทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วจัดเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงที่สุด
มะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา และมะเร็งชนิดสะแควมัส เซลล์ คาร์ซิโนมา พบได้ตั้งแต่ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มักพบบ่อยในผู้ที่มีอายุ 60 - 80 ปี

สาเหตุการเกิด

1. แสงแดดซึ่งมีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ท ในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น.
2. การระคายเคืองของสารเคมี เช่น การได้รับสารหนู ยาแผนโบราณ แหล่งน้ำ อาหาร
3. การเป็นแผลเรื้อรังจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการทำลายยีนส์ที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังตามปกติ
4. พันธุกรรม

เราจะป้องกันได้อย่างไร

1. หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น.
2. ใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF > 15
3. หลีกเลี่ยงภาวะที่เสี่ยงต่อการระคายเคืองของผิวหนัง เช่น การสัมผัสสารเคมีบ่อยๆ หรือ การใช้วัตถุขัดถูผิวหนังอย่างแรงๆบางชนิด

ท่านทราบไหม ไฝบางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งผิวหนัง เราจะสังเกตได้อย่างไร

1. ไฝที่มีลักษณะขอบไม่เรียบ
2. สีไฝไม่สม่ำเสมอ
3. ขนาดโตมากกว่า 6 มม.
4. เมื่อแบ่งเส้นผ่าศูนย์กลางแล้ว ลักษณะของไฝสองข้างจะไม่เหมือนกัน

มีวิธีการรักษาอย่างไร

1. ถ้าเป็นผื่นแอคตินิค เคราโตซิส สามารถใช้การจี้ด้วยความเย็นในการรักษาก็เพียงพอ
2. ถ้าลุกลามเป็นมะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา ใช้วิธีการจี้ไฟฟ้า ร่วมกับการขูดผิวหนังหรือการตัดออกและการผ่าตัดพิเศษที่เรียกว่า Moh's Surgery ซึ่งวิธีการใดขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย สภาพร่างกายของผู้ป่วย และลักษณะของเนื้อที่ผิดปกติ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย
3. ถ้าเป็นมะเร็ง สะแควมัส เซลล์ คาร์ซิโนมา ต้องใช้วิธีการ ผ่าตัด Moh's Surgery

หากเกิดแผลเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ มีเลือดออก มีการเปลี่ยนแปลงของไฝ ปาน ควรรีบมารับการตรวจจากแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว
ที่มา: www.ramaclinic.com

มะเร็ง - โรคมะเร็ง

มะเร็งคืออะไร

มะเร็ง เป็นเนื้องอกชนิดร้ายที่เนื้อมะเร็งมีการแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อปรกติที่อยู่โดยรอบ เป็นเซลล์ร่างกายที่มีการแบ่งตัวไม่เป็นไปตามแบบแผนอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุม สามารถแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกายที่ห่างไกลออกไป และไม่ติดต่อกับก้อนมะเร็งเดิม มะเร็งสามารถเกิดจากเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย ยกเว้น ขน ผม เล็บที่งอกออกมาแล้วเท่านั้น

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี คือ

1. โดยทางกระแสเลือด (หลุดเข้ากระแสเลือด แล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง เป็นต้น)

2. กระแสน้ำเหลือง (หลุดเข้าหลอดน้ำเหลือง แล้วไปเจริญเติบโตในต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง หรืออยู่ห่างไกลออกไป และสามารถแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดอีกทีหนึ่ง)
3. การฝังตัวของเซลล์มะเร็ง (หลุดแล้ว ตกไปงอกตรงส่วนที่มีเซลล์มะเร็งตกอยู่)
4. การแพร่กระจายแทรกตัวไปตามพื้นผิวภายในอวัยวะที่เป็นมะเร็งและอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียง


สาเหตุการเกิดมะเร็ง

สาเหตุที่แท้จริงของโรคมะเร็ง ในปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัด แต่มีข้อมูลสนับสนุนว่า มาจากสาเหตุหลายๆอย่างร่วมกัน เช่น

1. สาเหตุภายในร่างกายเอง (เชื้อชาติ, พันธุกรรม, เพศ, อายุ เป็นต้น)
2. สาเหตุจากภายนอกร่างกาย (ทางกายภาพ - แสงอาทิตย์, นิ่ว, แผลจากไฟไหม้, น้ำร้อนลวก ; ทางเคมี-สารหนู, สีย้อมผ้า, บุหรี่ เป็นต้น)
3. การอักเสบจากการติดเชื้อเรื้อรังนานๆ
4. ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเป็นมะเร็ง โดยจะพบค่าผิดปรกติ เมื่อเป็นโรคมะเร็ง

การดูแลตนเองให้พ้นจากมะเร็ง

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารจำพวกดิบๆสุกๆ, มีไขมันสูง, ปิ้ง-ย่าง, ดองเค็ม, อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรต-ไนไตรท์ หรืออาหารที่เก็บทิ้งไว้นานจนเชื้อราขึ้น นอกจากนี้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งยังมาจากการกินเหล้า สูบบุหรี่ หรือการตากแดดจัดเป็นเวลานานๆ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นจึงควรให้การดูแลสุขภาพอนามัยเป็นประจำสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยครบทั้งห้าหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวโพด เมล็ดธัญพืชอื่นๆ การออกกำลังกายเป็นประจำ ร่วมไปกับการดูแลน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยพยายามทำจิตใจให้ เบิกบาน ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง แต่เมื่อตรวจพบอาการผิดปรกติให้รีบมาปรึกษาแพทย์ทันที
ที่มา: www.ramaclinic.com

โรคหัวใจ

คำว่า “โรคหัวใจ” เป็นคำที่กว้างมาก ฟังดูน่ากลัวมากสำหรับผู้ป่วย ในความเป็นจริงแล้วโรคหัวใจแบ่งย่อยออกได้มากมายหลายชนิด ความรุนแรง และความจำเป็นในการรักษาก็แตกต่างกัน ดังนั้นหากคุณหมอบอกท่านว่าท่านเป็นโรคหัวใจ ท่านควรจะทราบ รายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ของท่านมากขึ้น ว่าท่านเป็นโรคหัวใจชนิดใด เกิดจากอะไรและมีแนวทางการรักษาอย่างไร

เราอาจแบ่งชนิดของโรคหัวใจคร่าวๆได้ดังนี้

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด บางครั้งวินิจฉัยได้แต่แรกคลอด แต่บางครั้งก็ไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะอายุมากก็มี ความผิดปกตินี้อาจเกิดขึ้นกับทุกส่วนของหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ หรือ ตัวห้องหัวใจเอง มีสภาพไม่สมบูรณ์ เหมือน บ้านที่สร้างไม่เสร็จ มีรอยโหว่ รู้รั่ว ประตูปิดไม่ดี น้ำท่วม เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วเรา ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับสารเคมี เช่น ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์อ่อนๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ความผิดปกติเหล่านี้หลายอย่างสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ แต่บางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้

โรคลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจพิการอาจเป็นแต่กำเนิดหรือมาเป็นภายหลังได้ ที่มาเป็นภายหลังส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบ และไม่ได้รับการรักษา อย่างถูกต้อง ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อต้านหัวใจตัวเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และ เกิดลิ้นหัวใจพิการ (ตีบ รั่ว) ตามมา นอกจากนั้นลิ้นหัวใจพิการยัง อาจเกิดจากการติดเชื้อที่หัวใจโดยตรง หรือเกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง โดยมากแล้วเราสามารถผ่าตัดแก้ไขได้

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือ คลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น โรคที่พบบ่อย คือ กล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย บางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น ยังมีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ (อาจเกิดจากการ ติดเชื้อไวรัส) ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางและบีบตัวอ่อนกว่าปกติมาก การรักษาโรคของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ อาศัยการแก้ไขที่สาเหตุ เช่น ขยายหลอดเลือดหัวใจ ผ่าตัดบายพาส ส่วนหากไม่ได้ผลหรือเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุ การรักษาสุดท้ายคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคกลุ่มเดียวกัน เพราะหลอดเลือดหัวใจจะนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหลอดเลือด ผิดปกติจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด การทำงานจึงผิดปกติ โรคของหลอดเลือดหัวใจอาจเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสม ของไขมันที่ผนัง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด (ไม่ใช่มีก้อนไขมันในเลือดลอย ไปอุดตัน ตามที่เข้าใจกัน)

โรคเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือ แบคทีเรีย หรือ เชื้อวัณโรค โรคนี้ส่วนใหญ่รักษาได้ ยกเว้นกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายมายังเยื่อหุ้มหัวใจ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้มีหลายชนิดมาก บางชนิดไม่เป็นอันตราย บางชนิดอันตรายมาก (ส่วนใหญ่ของกลุ่มที่ร้ายแรง มักมีความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจด้วย) สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป เช่น มีจุดกำเนิด ไฟฟ้าแปลกปลอมขึ้น หรือ เกิดทางลัด (เรียกง่ายๆว่า ไฟช็อต) ในระบบ เป็นต้น

การติดเชื้อที่หัวใจ พบได้บ่อยในผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำ หรือ ติดยาเสพติดชนิดฉีด โดยมากเกิดการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการรักษา อย่างมาก โรคหัวใจในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีลักษณะของโรคหลากหลายมาก

มะเร็งที่หัวใจ คุณคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับมะเร็งตามอวัยวะต่างๆบ่อยๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก ไต เต้านม มดลูก และ ปากมดลูก รังไข่ ฯลฯ แต่น้อยครั้ง มากที่จะได้ยิน”มะเร็งหัวใจ” เพราะเนื้องอกที่หัวใจพบได้น้อย ส่วนใหญ่ของมะเร็งหัวใจ เกิดจากมะเร็งอวัยวะข้างเคียงลุกลามมายังหัวใจ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นการจัดกลุ่มใหญ่ๆซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่จะเห็นว่าผมไม่กล่าวถึง “โรคหัวใจอ่อน” “โรคประสาทหัวใจ” “โรคหัวใจโต” เลย เพราะความจริงแล้ว ไม่มีโรคนี้ ขอเน้นอีกครั้งว่า โรคหัวใจอ่อน และ โรคประสาทหัวใจ ไม่ใช่โรคหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความกังวล ส่วนหัวใจโตนั้นเป็นภาวะมากกว่าที่จะเป็นโรค และ ต้องทราบ ว่าสาเหตุที่หัวใจโตนั้น เกิดจากโรคอะไร คำว่าหัวใจโตเฉยๆจึงไม่มีความหมายใดๆ
ที่มา: http://www.thaiheartweb.com

เบาหวาน - โรคเบาหวาน

เบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

* โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
* โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย ทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด


ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์

* ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
* ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
* หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
* เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
* น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
* ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
* สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
* เป็นแผลหายช้า

โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย

อาการแทรกซ้อน

* ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)

เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง

* ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)

พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ

* ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)

หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด

* โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
* โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
* โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
* แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)

ที่มา http://th.wikipedia.org

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ลดเอว - ลดพุง

มาลดพุง กันง่าย ๆ แก้อาการปวดหลังได้ด้วยจ้า ยางรัดผมช่วยลดพุงได้ ลดความอ้วนแบบมีเคล็ด...:- ลดได้ตั้งหลายเซ็นด้วยนะ.... เป็นวิธีการที่ช่วยลดความอ้วนได้โดยเฉพาะที่เอวและที่หน้าท้องให้เล็กลงได้อย่างน่าทึ่งที่สุด.. .แล้วยังแกมอีกด้วยนะ คือไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย และไม่ต้องมานั่งอดอาหารให้เกิดความหิวกระหายทุรนทุรายให้เสียสุขภาพจิตเล่น ๆ อีกเสียด้วย...ว่ามาว่าอย่างนั้น เสียด้วยสิ... ใช้เวลาแค่วันละแค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง ก็สามารถที่จะทำให้เอวหนา ๆ ของเเรานั้นลดลงมาเป็นเอวบาง ๆเล็ก ๆ ได้ อย่างที่ว่าไม่น่าเชื่อ... เคล็ดลับที่จะนำมาเสนอแนะให้กับทุก ๆท่านลองทำกันดูในครั้งนี้ของเรานั้น เป็นเคล็ดลับที่ทำง่ายอย่างมาก และที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมาย...เคล็ดที่ว่านี้จะทำโดยแค่ ให้ใช้หนังยางที่ใช้สำหรับรัดผม (อย่างที่เห็นตามรูปตัวอย่างที่ เห็นในรูปภาพ จะเป็นหนังยางแบบที่หนา ๆหน่อย ซึ่งรู้สึกว่าจะมีส่วนผสมที่ทำมาจากไหมพรม(ที่แนะนำนั้นก็เพื่อว่าเวลาที่จะคล้องลงไปเป็นเวลา นานแล้วนั้นจะได้ไม่รู้สึกว่าเจ็บเท่านั้นเองแหละ ) นำหนังยางอย่างที่ว่านั้นมาคล้องลงไปตรงที่หัวแม่เท้าทั้งสองข้างให้เข้ามาติดกัน ( อย่างที่เห็นตามรูปตัวอย่างที่แสดงไว้ในรูปที่ 1-2 ) และเมื่อคล้องลงไปแล้วก็มีข้อกำหนดนิดนึงว่าให้พยายามอย่าให้ส้นเท้าแยกออกจากกัน เท่านั้นเป็นใช้ได้ แล้วทีนี้ก็ลงนอนลงไปอย่างตามสบายเลยทีเดียว...เท่านี้เองแหละ ทำทุก ๆวันและก็เท่านี้เองด้วยนะ.ทำเพียงแค่วันละแค่เพียง 5 นาทีเท่านั้นเองเป็นพอ และที่ดีที่สุดก็ตรงที่ไม่ต้องมานั่งลดอาหารให้ร่างกายต้องหิวโหยขาดอาหารจนเกิดเป็นร่างกายทรุดโทรมขึ้นมาได้..ว่าอย่างนั้น และในเวลาที่ทำเคล็ดลับฉบับนี้นั้นมือก็ว่างจะนอนอ่านหนังสือ หรือนอนกดโทรศัพท์มือถือเล่นก็ได้ตามสบายแล้วแต่จะต้องการเสียด้วย ข้อที่ควรระวังที่มีนั้น ก็จะมีเพียงว่า 1...ตอนที่ทำอยู่ถ้าเกิดอาการปวดที่ท้องน้อยขึ้นมาอย่างแรงแล้วละก็ขอให้งดการทำเสียทันที 2...อย่าทำมากเกินขนาดเป็นเวลานานเกินกว่าเวลาที่กำหนดไปมาก ๆ เป็นชั่วโมง ๆ และในเคล็ดลับการลดความอ้วนด้วยเคล็ดในครั้งนี้ เราได้ทำการทดสอบ กับคนที่ต้องการลดความอ้วนมาแล้วหลายคน(ใช้เวลาในการทำทุกวันประมาณ 2 อาทิตย์) และทุกคนก็ได้รับผลคือสามารถลดหน้าท้องและ เอวให้เล็กลงมาได้อันเป็นที่น่าพอใจด้วยกันทุกคนเลย ทีเดียว...ว่ามาว่าอย่างนั้น ทำไมถึงเพียงแค่ใช้แค่ยางรัดที่ใช้รัดผมมารัดที่หัวแม่เท้าแล้วจึงลดความอ้วนที่เอวและที่หน้าท้องได้ล่ะ ตรงนี้ก็เป็นเพราะการค้นคว้าในหลักการที่ว่า ( โค๊ต สุ บัง )กระดูกบั้นเอว ที่เกิดมีอาการ (ยู กา มู ) เบี้ยว โย้เย้ อยู่ไม่ตรงที่แน่นอนนั้น ซึ่งเหตุนี้แหละจึงเป็นการที่ได้ทำให้ กล้ามเนื้อที่บั้นเอวและหน้าท้องของเรานั้นหยุดการทำงานที่ดีไปเสีย ซึ่งตรงนี้นี่เอง เมื่อเราได้ใช้หนังยางรัดลงไปที่นิ้วหัวแม่เท้า ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งจะไปช่วยบังคับการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ทำงานอย่างที่ว่าดีขึ้นและตรงเป้าหมาย และก็หมายความถึงว่า กระดูกบั้นเอวของเราก็จะกลับคืนมาสู่ในที่มั่นคงและเป็นปกติ คือไม่เบี้ยวโย้เย้ ลองจำและนำไปทำดูสิค่ะ..เพราะเคล็ดลับครั้งนี้ของเราสามารถที่จะทำให้กล้ามเนื้อที่ตามปกติแล้วไม่ได้ ใช้งานด้วยกระดูกที่บั้นเอวนั้นเบี้ยว โย้เย้ นั้น ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง..เรียกว่าเป็นเคล็ดลับที่น่าทึ่งมาก(สำหรับคนที่เอว หนา ๆ และคนที่มีหน้าท้องนะคะ..ว่าไหมเอ่ย
ที่มา http://www.raklukefamilygroup.com/

ลดต้นขา

"ลดด้วยท่าต่างๆ"
ท่าแรก ยกเวทด้วยขา โดยใช้เวทที่มีน้ำหนักขนาด 1 กิโลกำลังดี โดยให้คุณนั่งเก้าอี้ จากนั้นวางเวทไว้บนขาแล้วยก หรือ จะให้ดีควรนอนราบกับพื้น ผูกเวทติดไว้กับขาแล้วยกให้สูงจากพื้น 45 องศา จากนั้นยกค้างไว้ เมื่อร่างกายของคุณปรับสภาพให้เข้ากับน้ำหนักของเวทได้แล้ว ก็เริ่มยกขึ้น-ลงให้เร็วขึ้นโดยทำทีละข้างๆละเท่าๆกัน หากคุณมีเวท 2 อันก็อาจยกขึ้นลงสลับกันก็ได้ เมื่อชำนาญแล้วอาจยกให้สูงขึ้นกว่าเดิมอีก เน้นให้ต้นขาได้ขยับเขยื้อน ทำเช่นนี้ 3 เซ็ทๆละ 10 ครั้ง โดยทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง
ท่าต่อมา เป็นการลดต้นขาด้านใน โดยการนอนราบลงบนพื้น จากนั้นไขว้ข้อเท้าไว้ด้วยกัน แล้วขอเข่าเข้ามาให้ชิดร่าง กาย แล้วยืดออก จากนั้นให้คลายเท้าทั้งสองออกจากกันกลับมาสู่ท่าเดิม แล้วเริ่มทำใหม่ 16- 24 ครั้งต่อวัน ต้นขาด้านในของคุณจะดูเล็กลง
"ทำโดยไม่มีอุปกรณ์"
สุดท้าย ถ้าขี้เกียจซื้ออุปกรณ์ ก็ให้คุณว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ (วิธีปั่นจักรยาน มีเคล็ดลับอยู่อย่างว่า ต้องไปปั่นอย่างเร็ว เพราะถ้าปั่นช้า อาจจะทำให้ขาหมูของคุณกลายเป็นขาช้าง หรือขาวัวไปเลยก็ได้นะ)
ส่วนการเต้นแอโรบิคนั้น ก็ช่วยได้เหมือนกัน แต่การเต้นแอโรบิค ไม่ได้ทำให้คุณผอมลงนะ แต่จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น ต้นขาอาจจะดูเล็กลงเพราะความกระชับของกล้ามเนื้อ แต่น่องจะใหญ่ขึ้น
ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู รับรองว่าต่อไปก็ไม่มีใครกล้ามาเรียกคุณว่า "ขาหมู" แล้วล่ะ.
ที่มา: http://variety.teenee.com/

ลดหน้าท้อง

การลดหน้าท้อง
การลดหน้าท้องเป็นเรื่องไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยความตั้งใจมุ่งมั่น อดทน และเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าอยากประสบผลสำเร็จให้หมั่นจินตนาการรูปร่างตนเองตอนหุ่นกำยำล่ำบึก หน้าท้องแบนราบไว้บ้างก็จะเป็นแรงใจได้ดีทีเดียว การลดหน้าท้องให้ได้ผลต้องผสานควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องอาหารการกิน หยุดตามใจปาก หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันเอาไว้ ถ้าคุณไปเข้าหลักสูตรตามสถาบันต่างๆ เขาจะมีโภชนากรจัดตารางหรือสูตรอาหารประจำวันมาให้คุณ ขณะเดียวกันต้องออกกำลังกายอย่างถูกวิธีสิ่งแรกที่พึงปฏิบัติ และต้องเคร่งครัดเสมอก่อนการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องทุกครั้ง คุณจะต้องทำการ stretching ประมาณ 20 นาที เพื่อยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เหมือนปลุกให้กล้ามเนื้อของคุณตื่นขึ้นมาพร้อมรับงานหนักเสียก่อน ขั้นตอนนี้จะช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้มากเช่น การยึดแขน ขา บิดลำตัว หมุนข้อต่างๆ ตามหลัก stretching อันเป็นพื้นฐานสำหรับการออกกำลังกายทุกชนิดทุกประเภท หลังจากนั้นให้ตามด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือการออกกำลังกายต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 15-45 นาที เพื่อวอร์มอัพร่างกายกล้ามเนื้อหน้าท้องคนเราแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ หน้าท้องส่วนบน หน้าท้องส่วนกลาง และหน้าท้องส่วนล่าง ถ้าจะให้พุงของคุณแบนราบ กลับไปเหมือนเมื่อเป็นหนุ่ม ก็ควรบริหารให้ครบทั้ง 3 ส่วน ในหนึ่งคราววิธีบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แบนราบอย่างถูกต้อง ควรปฏิบัติดังนี้
1. คุณต้องบริหารอย่างช้าๆ และตั้งใจ บริหารอย่างเต็มที่ อย่ารีบทำเร็วๆ และอย่ากระตุก
2. ขณะบริหารพยายามให้กล้ามเนื้อหดตัวมากที่สุด เพื่อให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว และทำงานอย่างเต็มที่3. ควรบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งก็พอ ไม่จำเป็นต้องบริหารทุกวัน ถ้าจะให้ดีควรบริหารวันเว้นวัน
ในกรณีที่บริหารกล้ามเนื้อส่วนอื่นด้วย คุณต้องเก็บการบริหารหน้าท้องไว้ตอนท้ายสุด เพราะถ้า เริ่มต้นเล่นด้วยการบริหารหน้าท้องก่อนร่างกายจะเหนื่อยล้า ทำให้ไม่สามารถบริหารส่วนอื่นได้อย่างเต็มที่ควรบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ครบทั้ง 3 ส่วนหลักการบริหารหน้าท้อง
1. ถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบน ต้องล็อคตัวส่วนล่างอย่าให้ขยับ
2. ถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง ต้องล็อคตัวส่วนบนอย่าให้ขยับบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง ทั้ง 3 ส่วนท่า Cruncher บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนนอนหงายราบกับพื้น ชันเข่าขึ้นมาตั้งฉากกับพื้น ฝ่ามือประสานกันที่ท้ายทอย ยกลำตัวขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 3-4 นิ้ว ค้างไว้แล้วค่อยๆ ผ่อนลงสู่ตำแหน่งเดิม หายใจเข้า ก่อนยกลำตัวขึ้น ขณะยกลำตัวหายใจออก และหายใจเข้าขณะผ่อนตัวลงบริหารเซ็ทละ 12-25 ครั้ง ให้ทำ 3-4 เซ็ทท่า Wall Crunch บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนนอนหงายบนพื้นชิดผนังยกฝ่าเท้าทั้งสองนาบกับฝาผนังไว้โดยที่หัวเข่างอเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอยเริ่มบริหารด้วยการหายใจออกพร้อมยกไหล่ทั้งสองขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้สักครู่ หายใจเข้า พร้อมกับมาอยู่ท่าเดิม บริหารเซ็ทละ 12-25 ครั้ง ให้ทำ 3-4 เซ็ทท่า sit up บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนกลางนอนหงายบนพื้น ให้ยกขาทั้ง 2 ข้างตั้งแต่เข่าถึงปลายเท้าพาดอยู่บนม้าฝึก หรือใช้เก้าอี้ที่มีในบ้านก็ได้ (ความสูงของเก้าอี้เท่ากับความยาวของช่วงต้นขา) จัดต้นขาให้ตั้งฉากกับพื้น ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างประสานกันที่ท้ายทอยยกลำตัวส่วนบน และยกสะโพกขึ้นพร้อมกัน แล้วค่อยๆ ผ่อนลงสู่ตำแหน่งเดิม หายใจเข้าก่อนยกลำตัวส่วนบน และยกสะโพกขึ้นพร้อมกันขณะยกสะโพก และลำตัวขึ้น หายใจออก และหายใจเข้าขณะผ่อนตัวลงบริหารเซ็ทละ 12-25 ครั้ง ให้ทำ 3-4 เซ็ทท่า Low Leg Raises บริหารกล้ามเนื้อท้องส่วนล่างนอนหงายกับพื้นหรือเบาะ ให้มือทั้ง 2 ข้าง วางอยู่หลังด้านล่างยกขาขึ้น ให้ปลายเท้าชี้ขึ้นด้านบน พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องล่างขึ้นผ่อนขาลงช้าๆ โดยเกร็งกล้ามเนื้อไว้บริหารเซ็ทละ 12-25 ครั้ง ให้ทำ 3-4 เซ็ทท่า Side Bends บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างนั่งตัวตรง ให้แยกขากว้างเท่ากับช่วงไหล่ประสานมือไว้ที่หลังศรีษะ จากนั้นเอียงตัวลงด้านข้าง โดยตั้งตัวให้ตรงตลอด ต้องไม่เอนไปด้านหน้าหรือด้านหลังบริหารเซ็ทละ 12-25 ครั้ง ให้ทำ 3-4 เซ็ทในแต่ละครั้งที่บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องควรบริหารให้ครบทั้ง 3 ส่วน แต่ไม่จำเป็นจะต้องทำทุกท่าที่กล่าวมา คุณสามารถเลือกท่าที่คุณถนัด ผู้ที่เริ่มฝึกใหม่ๆ อาจทำแต่ละท่าได้ไม่ถึง 10 ครั้ง ไม่เป็นไร อย่าท้อ ให้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เล่น และสิ่งสำคัญหลังจากที่คุณบริหารครบทุกท่าแล้ว ต้องปิดท้ายด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิคอีกอย่างน้อย 15 นาที เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ คืนตัว ถ้าตั้งใจลดไขมันหน้าท้องส่วนเกินกันจริงๆ แล้ว ขอให้ทำใจยอมรับการเจ็บกล้ามเนื้อในช่วงเริ่มต้น แต่อาการเจ็บจะหมดไปเมื่อคุณปฏิบัติเป็นประจำ และคุณจะได้รูปร่างที่ดีคืนกลับมาค่ะ
ที่มา http://learners.in.th/blog/nilltang/27033

ลดไขมัน

ไขมัน (Fat) ทุกๆ คนคงจะรู้จักคำนี้กันดี และส่วนใหญ่แล้วไขมันจะไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรืออ้วนนั่นเอง และคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย ซึ่งในความเป็นจริง ไขมันที่สะสมอยู่ภายในร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันมากๆ (ยกเว้นในกรณีของคนที่ป่วยเป็นโรคอ้วนที่มีร่างกายผิดปกติ)
ดังนั้น การที่คนเราจะอ้วนมากหรืออ้วนน้อย จึงขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันในปริมาณมาก ร่างกายก็จะมีการสะสมไขมันมากเช่นกัน นอกจากนี้ การรับประทานอาหารประเภทอื่นๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่มาก ร่างกายก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต มาเป็นในรูปของไขมันได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าว แป้ง ขนมปัง น้ำตาล เป็นต้น ประกอบกับยิ่งร่างกายขาดการเคลื่อนไหวเป็นประจำหรือขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะยิ่งส่งผลให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากยิ่งขึ้น ในผู้ชาย จะสะสมไขมันอยู่ทางด้านหน้ากลางลำตัว หรือที่เรียกว่า พุง ส่วนผู้หญิง จะสะสมไขมันไปทางด้านหลัง ได้แก่ บริเวณก้น สะโพก และโคนต้นขามาก


โดยธรรมชาติร่างกายของคนเรานั้นจะมีการสะสมไขมันที่มีมากเกินความจำเป็นในบริเวณทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งหากท่านทำใจให้เป็นกลาง โดยยืนหน้ากระจกโดยหันด้านหน้าและด้านข้างเข้าหากระจก และถอดเสื้อผ้าออกให้หมด แล้วสำรวจรูปกายของตนเองว่า โดยคิดว่า บุคคลที่เราเห็นข้างหน้านี้มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร อ้วนหรือไม่ มีส่วนใดของร่างกายที่มีเนื้อสะสมอยู่มาก พุงของท่านยื่นออกมามากหรือไม่ สะโพกกว้างเกินไปหรือไม่ หรือกางแขนออกด้านข้างแล้วลองเขย่าแขน และพิจารณาว่า ต้นแขนด้านหลังหรือที่เรียกว่าท้องแขนนั้นห้อยหรือหย่อนหรือไม่ เป็นต้น หากท่านยอมรับว่ามีจริง ก็แสดงว่าร่างกายของท่านมีการสะสมไขมันมากเกินกว่าปกติ ซึ่งในบางคนอาจจะมีไขมันสะสมบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่เหมือนกับคนอื่น


ดังนั้น หากท่านต้องลดไขมันเฉพาะส่วนนั้น การจัดรูปแบบวิธีการออกกำลังกายของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งรูปแบบหรือกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อลดไขมันนั้นมีมากมายหลายวิธี เช่น การเดิน การวิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน การเต้นแอโรบิก เป็นต้น และมีอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยลดไขมันได้ ซึ่งในขณะนี้กำลังได้รับความนิยมกันอย่างมาก และยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกายมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย ได้แก่ การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก (Weight Training) ซึ่งรูปแบบการออกกำลังกายวิธีดังกล่าว สามารถฝึกเพื่อให้มีเป้าหมายได้หลายกรณี เช่น การฝึกยกน้ำหนักเพื่อต้องให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ต้องการให้กล้ามเนื้อกระชับได้สัดส่วน ต้องการรักษาอาการบาดเจ็บของข้อเท้า เข่า หลัง หัวไหล่ เป็นต้น ซึ่งวิธีรูปแบบการจัดโปรแกรมการยกน้ำหนัก (Weight Training) สามารถที่จะฝึกให้ตรงตามเป้าหมายที่ท่านต้องการได้เป็นอย่างดี
ที่มา http://www.spu.ac.th

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

71 weight loss tips

Get Moving
The tough part with exercise, of course, is getting out there and doing it. Here's how the successful get going:
1. Prioritize. The beds might not get made, but Amy Reed, 36, still makes time for exercise. That's how she's kept off more than 80 pounds for 13 years. "I have to schedule it in and let go of other things -- like a perfectly clean house," she says.
2. Find a passion. "I have a dance background and when I found jazzercise, I said, 'Thank God.' If somebody told me I had to go out and run five days a week, I'd still weigh 185 pounds," says Anne Geren, 41, who lost 55 pounds and has kept it off for 13 years.
3. Keep an Exercise Log. It makes you more accountable. Norma from Dallas, TX, who hangs hers on the refrigerator, checks off six workouts a week dutifully. "If I miss one day, I make that my day off for the week."
4. Set a Goal. Sign up for some fun runs and try to improve your times. "I went from a 5-K to a 4-miler, then a 5-miler, then a 10-K. As I was building miles and speed, I was getting fitter and losing more weight," says Therese Revitt, 42, who lost 80 pounds and recently ran a marathon.
5. Get Pumped. "It wasn't until I put on more muscle through resistance training that I was able to keep the weight off -- almost effortlessly," says Verona Mucci-Hurlburt, 37, who went from a size 18 to an 8. The reason? Muscle burns more calories around the clock.
Eat Smart
6. Make changes for the long haul. "I learned how to eat and live with it for the rest of my life," says Barbara Miltenberger, 42, who lost more than 40 pounds and hasn't seen any come back in three years.
7. Stop dieting. "The best thing I did was quit dieting," says Reed. "I'd always find ways to cheat. So instead, I stopped forbidding myself certain foods and just started eating less of them."
source: contactpakistan.com
More information.. about 71 weight loss tips
Exercises, Fitness, Nutrition, Diets, Metabolism and Workouts71 Weight Loss Tips and Secrets. Foods that Speed Metabolism! Ab Lounger Review ... The next stage, ongoing weight loss, slowly reintroduces carbs into the diet by ...
myfit.ca
Diet with Model Herbs Diet programs, 71 weight loss tips & detox - BrightcoveDiet.com Weight Loss Challenge: What ... Diet.com 71 Views ... personal weight loss programs, diet programs, diet tips and weight loss tips ...
www.brightcove.tv/title.jsptitle=1287024264&channel=1243666424
My Food Buddy - Free Weight Loss Program... weight loss book "Why Weight! Diet ... Page 71. When is the best time to exercise. Page 18 ... Weight Loss Tips. Not feeling lucky? Purchase your copy here! ...
www.myfoodbuddy.com/freeDrawing.htm

Drugs for Weight Reduction - February 1, 2005 - American Family PhysicianPOEMs and Tips from Other Journals. Previous Next. Drugs for Weight Reduction ... Korner and Aronne reviewed current pharmacotherapeutic options for weight loss. ...
www.aafp.org/afp/20050201/tips/14.html

Diet PillConstipation relief on demand. Poopdoc is a natural home ... Weight Loss Diet Pills: Free Tips to lose weight fast - Lose Weight Loss Diet Pills: Free 71 Tips ...
www.poopdoc.com/links/index_diet_pill.html

The Cooking Blog: After Christmas Weight Loss100 weight loss tips. MSN's Weight Loss Section. All in One Ab Moves. Lose 10 Pounds in 5 Weeks ... dessert (71) diabetes (8) dining (2) dip (68) ecology (2) ...
thecookingblog.blogspot.com/2008/01/after-christmas-weight-loss.html

71 Weight Loss tips Weight Loss Secret Blog... Tips. June 28, 2008. Your Very Own Guide to the Best Nutritional Weight ... Popularity: 71 ... Weight Loss Tips. Weight Loss Tools. RSS Feed. Help with feeds ...theultimateweightlosssecret.com/index.php?tag=weight-loss

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การดูดไขมัน


การดูดไขมัน นั้นปกติแพทย์จะเจาะช่องเป็นรอยแผลเล็ก ๆ เพื่อใส่ท่อสำหรับ ดูดไขมัน ออกมา ขนาดก็ประมาณ ไม่เกิน 1 ซม. ต่อแผล และมักจะพยายามซ่อนแผลเป็นไว้ในตำแหน่งที่ซ่อนได้เช่นใต้กางเกงใน ใต้สะดือ หรือขาหนีบ เมื่อเสร็จกระบวนการแล้วจะเย็บแผลดังนั้นแผลจึงมีขนาดเล็ก ๆ เท่านั้น ในระหว่างที่ยังไม่หายสนิทเป็นธรรมดาที่จะมีการแข็งได้บ้าง แต่เมื่อหายแล้วมักจะเป็นขีดเล็ก ๆ เท่านั้น ส่วนของแผลเจาะนี้มักจะไม่ใช่ปัญหา ปัญหามักจะเป็นที่ตำแหน่งที่เอาไขมันออกที่บางครั้งจะเป็นคลื่นไม่เรียบหรือเนียนเท่าที่ควรเนื่องจากปริมาณไขมันที่เอาออกไป หรือผิวหนังของคนไข้เองหดรัดเข้าที่ไม่สม่ำเสมอกัน อาจจะเป็นลอน ๆ ได้ซึ่งจะดูไม่ค่อยสวย ดังนั้นจึงอาจจะต้องมาดูดเพิ่มหรือแก้ไขเมื่อผิวหนังเข้าที่แล้วการดูแลหลัง การดูดไขมัน ก็เหมือนกับการผ่าตัดทั่วไปที่จะต้องระวังเรื่องการอักเสบ การขยับบริเวณที่ดูดอย่างระวังมิฉะนั้นจะบวมหรือมีเลือดออกได้หลังจากหายสนิทแล้วการรัดด้วยผ้ายืดที่เหมาะสมจะช่วยทำให้รูปร่างเข้าที่ได้ดีขึ้น บางคนอาจจะแนะนำเรื่องการนวดคลึงบริเวณที่ดูดไขมันออกไปเพื่อให้ผิวหนังกระชับ ส่วนทำที่ไหนหรือราคาเท่าไหร่คงต้องปรึกษาจากแพทย์ที่ไปหาและตรวจโดยตรง

ที่มา: www.plasticsurgery.or.th

ยาลดน้ำหนัก - ยาลดความอ้วน



ยาที่ใช้ลดความอ้วน ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยลดความอยากอาหาร และกระตุ้นประสาทส่วนกลางให้กระฉับกระเฉง เป็นการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นชื่อว่าวัตถุออกฤทธิ์แล้ว หากใช้อย่างไม่เหมาะสมระมัดระวัง ย่อมนำมาซึ่งอันตรายแก่ผู้ใช้ได้อาการข้างเคียงที่อาจพบได้จากการใช้ยาลดความอ้วน คือ ปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เหงื่อออกมาก นอนไม่หลับ และการใช้ยาเกินขนาด จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ตื่นเต้น ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ ประสาทหลอน ในรายที่รุนแรงจะพบว่ามีไข้สูง เจ็บหน้าอก การไหลเวียนของเลือดล้มเหลง ชักโคม่า และตายได้ ถ้าใช ้ยาลดความอ้วน ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคจิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มของความผิดปกติทางจิตอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังอาจพบการดื้อยา และการติดยาเกิดขึ้นได้เพราะฉะนั้น การลดความอ้วน ที่เหมาะสมควรใช้วิธีควบคุมอาหาร และเน้นการออกกำลังกาย นอกจากน้ำหนักลดแล้วยังมีรูปร่างที่สมส่วนแข็งแรงดีกว่าการกินยาด้วยค่ะ

5 วิธีง่าย ๆ ในการลดความอ้วน

1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่พยามยามลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน และไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจทำให้คุณรับประทานอาหารมื้อถัดไปมากขึ้น ที่สำคัญควรรับประทานประเภทผักใบเขียว เพราะจะมีใยอาหารอยู่มาก

2. พยายามดื่มน้ำก่อนอาหาร เพื่อถ่วงกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือเลือกรับประทานใยอาหารก่อนอาหารประมาณครั้งชั่วโมงแทน

3. เพื่อผลทางจิตวิทยา ควรใช้ภาชนะเล็กลง โดยมีปริมาณอาหารเท่าเดิมเพื่อให้ดูว่ามีอาหารมากขึ้น และควรใช้ช้อนขนาดเล็กเพื่อจะได้รับประทานช้าลง ที่สำคัญควรฝึกเคี้ยวช้า ๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น

4. หาเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมมากขึ้น มักมีความเชื่อผิด ๆ กันว่า การออกกำลังกายมากขึ้นจะทำให้หิวเร็วและรับประทานอาหารมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ไม่ได้ออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย จึงมักขจัดความเยื่อนี้ด้วยการรับประทาน การออกกำลังกายจึงเป็นวิธีช่วยลดความเบื่อหน่าย และเพิ่มการใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันสะสมให้ลดน้อยลง

5. สร้างสิ่งจูงใจ หรือทัศนคติดี ๆ ต่อพฤติกรรมใหม่ ๆ เช่น การเขียนข้อความเกี่ยวกับการลดความอ้วน หรือชุดสวย ๆ ในสมัยก่อนที่เคยใส่ได้ เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมาย และสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้มีความพยายามมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด พยายามพักผ่อนให้มาก ๆ ไม่มีประโยชน์เลย ถ้ามีรูปร่างที่สวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ต้องอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากสุขภาพไม่ดี
ที่มา: bangkokhealth.com

อาหารลดน้ำหนัก - อาหารลดความอ้วน

วิธีลดน้ำหนักที่ใช้ส่วนใหญ่มักมี สูตร อาหารลดน้ำหนัก บ้างก็เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ แต่บางวิธีก็ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าปลอดภัย และมีประสิทธิภาพหรือไม่ ในบรรดาวิธีต่างๆ ที่ใช้ควบคุมความอ้วน วิธีเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งรวมถึง การปรับเปลี่ยนการกินอาหารนับเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด การทำอาหารรับประทานเองก็เป็น สูตร อาหารลดน้ำหนัก ที่ดี วิธีใช้ยาดูเหมือนว่าตอนแรกจะลดน้ำหนักได้เร็ว แต่ในระยะยาวแล้ว สู้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เพราะคุมความผอมไว้ได้นานกว่า การใช้ ยาลดความอ้วน ในการ ลดน้ำหนัก ดูจะเป็นวิธีที่อันตราย ควรจะอยู่ในการควบคุมของแพทย์ การใช้สูตร อาหารลดน้ำหนัก นั้นในการปรับเปลี่ยนอาหารเริ่มจาก การให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสารอาหาร พลังงานจากอาหารและชนิดของอาหารต่างๆ จุดประสงค์เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานอาหารได้เหมาะสม สามารถคิดปริมาณพลังงานจากสารอาหารได้ และรู้หลักของ การจัดอาหารให้สมดุล

วันที่ 1อาหารเช้า........ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า โยเกิร์ตเครื่องดื่ม.........น้ำมะละกอปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อยผสมน้ำลงไปเจือจางอาหารกลางวัน........ข้าวต้มปลากับหน่อไม้ฝรั่งสีเขียวน้ำผลไม้..........ปั่นมะละกอครึ่งผลกับน้ำส้มคั้น 50 มิลลิกรัมและโยเกิร์ต 100 กรัมอาหารเย็น..........ก๋วยเตี๋ยวไก่


วันที่ 2อาหารเช้า..........ไข่เจียวใส่หอมซอย ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีผลไม้........กล้วยน้ำว้า 1 ผล และสับปะรด 1 ชิ้นอาหารกลางวัน.........แกงจืดวุ้นเส้น ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีเครื่องดื่ม...........น้ำมะละกอปั่นผสมน้ำส้มและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจางอาหารเย็น...........แกงเผ็ดเนื้อ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


วันที่ 3อาหารเช้า.........กล้วย มะละกอ และโยเกิร์ตผลไม้......สับปะรดอาหารกลางวัน........ต้มยำกุ้ง ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีผลไม้......กล้วย 1 ผลอาหารเย็น..........ผัดผักรวมมิตร ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


วันที่ 4อาหารเช้า.....ไข่เจียวกับพริกหวาน (ไข่หนึ่งฟอง) ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีผลไม้.....ฝรั่งและกล้วยน้ำว้าอย่างละ 1 ผลอาหารกลางวัน........ข้าวต้มหมูเครื่องดื่ม.....น้ำมะละกอปั่นผสมน้ำส้มและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจางอาหารเย็น.........ผัดผักเปรี้ยวหวานกุ้ง ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


วันที่ 5อาหารเช้า......กล้วยน้ำว้า มะละกอ และโยเกิร์ตเครื่องดื่ม.......น้ำฝรั่ง 1 แก้วอาหารกลางวัน..........แกงจืดวุ้นเส้นใส่ผัก ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีผลไม้..........มะม่วง 1 ผลอาหารเย็น..........แกงเผ็ดไก่ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


วันที่ 6อาหารเช้า........ไข่เจียวกับมะเขือเทศ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีผลไม้......สับปะรด ฝรั่งอาหารกลางวัน............ข้าวต้มกุ้งเครื่องดื่ม........น้ำมะม่วงปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจางอาหารเย็น..........ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๋ว


วันที่ 7อาหารเช้า......สับปะรด กล้วยน้ำว้า และโยเกิร์ตเครื่องดื่ม...น้ำมะม่วงปั่นผสมกับน้ำส้มคั้นและขิงเล็กน้อย ผสมน้ำลงไปเจือจางอาหารกลางวัน.........แกงป่าไก่ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพีเครื่องดื่ม......น้ำสับปะรดปั่นอาหารเย็น.......ผัดผักใส่เต้าหู้ ข้าวซ้อมมือ 1 ทัพพี


ที่มา: guru.sanook.com

ผมบาง ศรีษะล้าน






สาเหตุของ ผมร่วง ศรีษะล้าน ที่ผิดปกติ การใช้เครื่องสำอางและดูแลผมอย่างไม่ถูกต้องทั้งผู้ชายและผู้หญิง ที่ใช้สารเคมีกับผม เช่น ย้อมผม, โกรกผม, กัดสีผม, ยืดผม และดัดผม ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้ว จะไม่มีการทำลายผม ผมจะอ่อนแอและแตกหักง่าย ถ้าใช้สารเคมีพวกนี้บ่อยเกินไปหรือนานเกินไป ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ให้หยุดใช้จนกว่าผมจะงอกใหม่ทรงผมที่รวบตึงแน่น เช่น ทรงหางม้า หรือผูกเปีย ไม่ดึงจนรั้งมากเกินไป ควรทำสลับกับผมทรงอื่นๆ ถ้าทำนาน ผมจะร่วงบางลง โดยเฉพาะตำแหน่งด้านข้าง ของหนังศีรษะ การใช้แชมพู การหวี หรือแปรงผมบ่อยเกินไป ก็ทำลายผมทำให้แตกหัก ควรใช้ครีมนวด หรือคอนดิชั่นเนอร์หลังสระผม จะทำให้หวีง่าย และจัดทรงผมได้ง่ายขึ้น เมื่อผมเปียก จะเปราะบางกว่าผมแห้ง ดังนั้น การเช็ดถูแรงๆ ด้วยผ้าเช็ดตัว หรือการหวีและแปรงผม ขณะผมเปียกน้ำควรจะหลีกเลี่ยง คำโบราณที่บอกว่า ให้แปรงผมวันละ 100 ครั้ง จึงไม่ควรทำ ควรใช้หวีซี่ห่างๆ หรือใช้แปรงที่ปลายเรียบหวีผม
ผมร่วง หรือ ศรีษะล้าน จากพันธุกรรมเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด ของผมร่วง พบเป็นกรรมพันธุ์ อาจได้จากทั้ง ทางพ่อหรือแม่ก็ได้ มักมีประวัติครอบครัว ผู้หญิงจะมีอาการ ผมบาง ๆ แต่ไม่ล้าน พบได้ตั้งแต่วัยรุ่น จนถึงอายุ 20-30 ปี รักษาไม่ค่อยได้ผล การใช้ยาอาจช่วยได้บ้างการรักษา โดยใช้น้ำยาปลูกผม ทาหนังศีรษะวันละ 2 ครั้ง ในผู้ชายอาจกินยา ฟีนาสเตอร์ไรด์ร่วมด้วย ในผู้หญิงอาจใช้วิธีปลูกผมในกรณีที่ ผมร่วงถาวร และรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล เป็นวิธีการผ่าตัด ย้ายผมจากบริเวณที่หนาแน่น ไปปลูกถ่ายลงบริเวณที่บาง ใช้ทั้งเวลา และเงินจำนวนมาก และเจ็บตัว คงต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจทำ แพทย์ผิวหนังจะช่วยแนะนำคนไข้ว่า ควรใช้วิธีใด ที่เหมาะสมกับคนไข้ ตามความต้องการ และจำนวนเงินในกระเป๋าของคนไข้
ผมร่วงเป็นหย่อมๆ จากความเครียดผมร่วงชนิดนี้ ร่วงเป็นหย่อมๆ เหลือแต่หนังศีรษะเรียบๆ กลมๆ ขนาดเท่ากับเหรียญบาท หรือใหญ่กว่า อาจจะร่วงทั้งศีรษะ หรือร่วงลามถึงขนตามตัว แต่เกิดได้ค่อนข้างน้อย อาจเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ได้ทุกวัย สาเหตุไม่ทราบ นอกจากผมร่วงแล้ว คนไข้มีสุขภาพปกติดี ส่วนใหญ่แล้วจะหายได้เอง
ผมร่วงหลังคลอดลูกระหว่างตั้งครรภ์ ผมของคุณแม่จะหนามากขึ้น หลังคลอดแล้ว 2-3 เดือน ผมจะร่วง อาจร่วงเป็นระยะเวลา ประมาณ 1-6 เดือน ส่วนใหญ่แล้วจะหายได้เอง
ผมร่วงหลังไข้สูง, ติดเชื้อ, ไข้หวัดใหญ่รุนแรงความเจ็บป่วย ทำให้ผมเข้าระยะหยุดเจริญเติบโต หลังจากไข้สูง ป่วยหนัก หรือติดเชื้อ 4 อาทิตย์ถึง 3 เดือน จะมีผมร่วงมาก จนคนไข้ตกใจ ( คนไทยเรียกว่า จับไข้หัวโกร๋น ) จะหายได้เอง
โรคของต่อมไทรอยด์ทำให้ผมร่วงทั้งโรคไทรอยด์ที่มีอาการ หรือไม่มีอาการ ก็สามารถทำให้ผมร่วงได้ แพทย์จะเจาะเลือด เพื่อการวินิจฉัยและรักษา เมื่อรักษาแล้ว ผมจะดกดำเหมือนเดิม
ผมร่วงจากการได้อาหารโปรตีนไม่พอในกรณีคนไข้ลดน้ำหนัก หรือมีอุปนิสัยการกิน ที่ผิดปกติ ทำให้เกิดการขาดโปรตีน ร่างกายจะพยายามสำรองโปรตีนไว้ โดยเปลี่ยนผม จากระยะการเจริญเติบโต เข้าสู่ระยะพัก หลังจากนั้น 2-3 เดือน ผมจะเริ่มร่วง แต่จะกลับสู่ภาวะปกติได้ ถ้าได้รับโปรตีนในอาหาร อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ผมร่วงจากยา ยาบางอย่างอาจทำให้ผมร่วงได้ชั่วคราว เช่น ยารักษาโรคเก๊าท์ ยาแก้ปวดข้อ ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาโรคความดันสูง ยาลดความเข้มข้นของเลือด ยาวิตามินเอในขนาดสูงๆ ก็ทำให้ผมร่วงได้
ผมร่วงจากยารักษามะเร็งยารักษามะเร็ง จะทำให้เซลล์ผมหยุดแบ่งตัว ผมจะบางและแตก จะเกิดหลังจากได้ยา 1-3 อาทิตย์ ผมอาจจะร่วงได้ถึง 90% เมื่อหยุดยา ผมจะกลับขึ้นใหม่เหมือนเดิม ช่วง ผมบาง มากๆ อาจต้องใส่วิกผมไปก่อน
ผมร่วงจากยาคุมกำเนิด ผู้หญิงที่ ผมบาง ขณะกินยาคุมกำเนิด มักมีประวัติ ผมบาง แบบพันธุกรรม ในครอบครัว ถ้าผมบางเกิดขึ้น หลังกินยาคุม อาจให้สูตินรีแพทย์ เปลี่ยนยาคุมให้เป็นตัวอื่น อาจมีผมร่วง หลังจากหยุดยาคุม 2-3 เดือน และอาจร่วงได้นาน ถึง 6 เดือน ลักษณะนี้ คล้ายๆ กับผมร่วงหลังคลอดลูก
ผมร่วงจากการขาดธาตุเหล็กการขาดธาตุเหล็ก บางครั้งทำให้ผมร่วง เนื่องจากรับประทานอาหาร ที่มีธาตุเหล็กไม่พอเพียง หรือร่างกายดูดซึม ธาตุเหล็กได้ไม่ดี ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมามากๆ อาจเป็นสาเหตุให้ขาดธาตุเหล็กได้ การตรวจเลือด จะช่วยในการวินิจฉัย การรักษาทำได้โดยให้กินยาเม็ดที่มีธาตุเหล็ก
ผมร่วงจากการผ่าตัดใหญ่หรือเจ็บป่วยเรื้อรังหลังผ่าตัดใหญ่ 1-3 เดือน จะเริ่มมีผมร่วง แต่จะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน แต่คนไข้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง จะมีผมร่วงอย่างไม่มีกำหนด
ผมร่วงจากเชื้อราที่หนังศีรษะเกิดจากการติดเชื้อรา หนังศีรษะมีลักษณะเป็นขุยๆ และขยายวงออก ผมจะหัก และส่วนหนังศีรษะจะบวมแดง และ มีน้ำเหลืองออก โรคนี้ติดต่อได้ง่ายในเด็ก และต้องรักษา โดยให้ยากินรักษาเชื้อรา
ผมร่วง ศรีษะบาง จากการดึงผมเองเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยการบิด หรือดึงผม ขนคิ้ว ขนตา จนหลุดร่วงออกมา บางครั้งเป็นการตอบสนอง ต่อความเครียด บางครั้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ป่วย ที่มีปัญหาทางจิตใจ
ที่มา: bangkokhealth.com

กาแฟลดน้ำหนัก

โดยปกติแล้ว กาแฟทั่วไปจะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ผู้ที่ดื่มจะรู้สึกว่ามีความกระฉับกระเฉงในการทำงาน บางยี่ห้อก็ได้ทำการสกัดเอาคาเฟอีนออกแต่ยังคงกลิ่นไว้เพื่อคงรสชาติ ปัจจุบันได้มีสินค้าประเภทกาแฟลดน้ำหนัก หรือ กาแฟลดความอ้วน สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล เพื่อสุขภาพที่ดี ผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ต้องการมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ผู้ที่อ่อนเพลียเป็นประจำ หรือผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ